Take Care Salon of Beauty

All(อัปเดต 2026) ปวดหลัง ปวดบ่า เรื้อรัง เกิดจากอะไร รักษายังไงให้หายขาด?
ผู้หญิงกำลังรับการนวดบำบัดเพื่อบรรเทาอาการปวดหลังเรื้อรัง

(อัปเดต 2026) ปวดหลัง ปวดบ่า เรื้อรัง เกิดจากอะไร รักษายังไงให้หายขาด?

(อัปเดต 2026) ปวดหลังเรื้อรัง สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาแบบครบวงจร: เมื่อไหร่แค่กล้ามเนื้ออักเสบ เมื่อไหร่ควรเฝ้าระวัง

ปวดหลังมาเป็นเดือน กินยา นวดเอง ก็หายแค่ชั่วคราวแล้วกลับมาปวดซ้ำ? คุณอาจกำลังแก้ปัญหาผิดจุดอยู่

อาการ ปวดหลังเรื้อรัง เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยที่สุดในคนวัยทำงาน แต่หลายคนไม่รู้ว่า "ปวดหลัง" ที่ตัวเองเป็นอยู่นั้นมาจากสาเหตุไหนกันแน่ ระหว่างกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา ท่าทางที่ผิด หรือสัญญาณของโรคที่ซ่อนอยู่ บทความนี้ทีมงาน Take Care Salon of Beauty รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยทางการแพทย์และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการนวดบำบัด มาอธิบายให้เข้าใจง่าย พร้อมวิธีแก้ไขที่ทำได้จริงทั้งแบบดูแลตัวเองที่บ้าน และแบบมืออาชีพที่ร้านนวดสปา

บรรยากาศการนวดผ่อนคลายที่ Take Care Salon of Beauty

ปวดหลังเรื้อรัง คืออะไร ต่างจากปวดหลังธรรมดาตรงไหน

ทีมวิจัยของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ให้นิยามอาการปวดหลังเรื้อรัง (Chronic Low Back Pain) ไว้ว่าคือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน และมีอาการปวดในอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของจำนวนวันในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งต่างจากอาการปวดหลังแบบเฉียบพลันที่มักดีขึ้นเองภายในไม่กี่สัปดาห์

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าอาการปวดหลังส่วนล่างเป็นปัญหาระบบกล้ามเนื้อและกระดูกที่พบบ่อยที่สุด โดยพบได้ราว 4-33% ของประชากรในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการสูญเสียปีสุขภาวะจากความพิการทั่วโลก ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ พบว่าคนทั่วไปมากถึง 80% จะมีอาการปวดหลังอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต และมีแนวโน้มว่าสัดส่วนผู้ป่วยที่อาการกลายเป็นเรื้อรังกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกช่วงวัย

เช็กด่วน: อาการของคุณเข้าข่าย "เรื้อรัง" หรือยัง?
  • ปวดหลังเฉียบพลัน: เกิดขึ้นไม่เกิน 4-6 สัปดาห์ มักมาจากการยกของผิดท่าหรือกล้ามเนื้อยึดฉับพลัน และดีขึ้นเองได้เมื่อพักและดูแลถูกวิธี
  • ปวดหลังกึ่งเรื้อรัง (Subacute): อาการต่อเนื่อง 6-12 สัปดาห์ เริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ปวดหลังเรื้อรัง (Chronic): ปวดต่อเนื่องเกิน 3 เดือนขึ้นไป และปวดเกินครึ่งของจำนวนวันในรอบ 6 เดือน มักต้องอาศัยการดูแลแบบผสมผสานหลายวิธีร่วมกัน

ปวดหลังเรื้อรัง สาเหตุ เกิดจากอะไรได้บ้าง

ก่อนจะเลือกวิธีรักษา สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจก่อนว่าอาการปวดหลังของคุณมาจากสาเหตุไหน เพราะแต่ละสาเหตุต้องการการดูแลที่ต่างกัน

กล้ามเนื้ออักเสบและกลุ่มอาการปวดจากจุดกดเจ็บ Myofascial Pain Syndrome

1. กล้ามเนื้ออักเสบและกลุ่มอาการปวดจากจุดกดเจ็บ (Myofascial Pain Syndrome)

นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการปวดหลังเรื้อรัง กล้ามเนื้ออักเสบ ที่คนวัยทำงานเป็นกัน คลินิกเวชศาสตร์ระบุว่าภาวะนี้เกิดจากการอักเสบในกล้ามเนื้อและพังผืดหุ้มกล้ามเนื้อ จนเกิด "จุดกดเจ็บ" หรือ Trigger Point ซึ่งเป็นก้อนแข็งตึงในมัดกล้ามเนื้อ เมื่อกดลงไปจะรู้สึกปวดร้าวไปยังบริเวณอื่นได้ สาเหตุหลักมาจากการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ นานเกินไป การนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน หรือการบาดเจ็บสะสมจากท่าทางที่ไม่ถูกต้อง

พฤติกรรมนั่งทำงานนาน ท่าทางผิดสรีระ

2. พฤติกรรมนั่งทำงานนาน ท่าทางผิดสรีระ

งานวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อระบุตรงกันว่า การนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทั้งการนั่งหลังค่อม การนั่งไขว่ห้างเป็นประจำ หรือการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยไม่ปรับระดับที่นั่งให้เหมาะสม เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและกล้ามเนื้อสะบักทำงานหนักผิดปกติ จนเกิดการหดเกร็งค้างและกลายเป็นจุดกดเจ็บเรื้อรัง

หมอนรองกระดูกเสื่อมตามวัยหรือจากการใช้งาน

3. หมอนรองกระดูกเสื่อมตามวัยหรือจากการใช้งาน

งานศึกษาด้านกระดูกสันหลังพบว่าสาเหตุของอาการปวดหลังส่วนล่างกว่าครึ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับพยาธิสภาพของหมอนรองกระดูก โดยเฉพาะภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อม (Degenerative Disc Disease) ซึ่งมีลักษณะคือหมอนรองกระดูกสูญเสียน้ำในตัว เสื่อมสภาพของโครงสร้างเนื้อเยื่อ และอาจมีการโป่งพองกดทับเส้นประสาทได้ในระยะยาว ภาวะนี้มักพบมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้นและการใช้งานหลังหนักสะสม

ความเครียดสะสมและการนอนหลับไม่มีคุณภาพ

4. ความเครียดสะสมและการนอนหลับไม่มีคุณภาพ

หลายคนมองข้ามปัจจัยด้านจิตใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกล้ามเนื้อและพังผืดระบุชัดเจนว่าความเครียดทางอารมณ์สามารถแสดงออกมาเป็นความตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณหลังและบ่าไหล่ได้จริง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบ่า (Trapezius) ซึ่งเป็นจุดที่พบจุดกดเจ็บบ่อยที่สุดจุดหนึ่ง นอกจากนี้การนอนหลับไม่เพียงพอหรือนอนผิดท่ายังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้อาการปวดแย่ลงได้เช่นกัน

ปวดหลังเรื้อรัง ไม่หาย สักที ปวดหลังบ่อยๆ เป็นโรคอะไรได้บ้าง

ในกรณีส่วนใหญ่ อาการปวดหลังมักมีสาเหตุจากกล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูกที่ไม่อันตราย แต่ก็มีบางกรณีที่อาการปวดหลังเรื้อรังเป็นสัญญาณของภาวะอื่นที่ควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์

ลักษณะอาการภาวะที่อาจเกี่ยวข้อง
ปวดร้าวลงขา ร่วมกับชาหรืออ่อนแรงเส้นประสาทถูกกดทับ เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ปวดแบบตื้อลึกในมัดกล้ามเนื้อ กดแล้วเจ็บเป็นจุดกลุ่มอาการปวดจากจุดกดเจ็บ (Myofascial Pain Syndrome)
ปวดมากขึ้นเมื่อยืนหรือเดินนาน ต้องก้มตัวถึงจะทุเลาโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ
ปวดตอนกลางคืน ปวดขณะนอนราบ ไม่ทุเลาแม้พักสัญญาณที่ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมโดยแพทย์
ปวดร่วมกับน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลียผิดปกติควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเชิงลึก

แล้วปวดหลังเรื้อรังเกี่ยวกับ "มะเร็ง" ไหม?

เป็นคำถามที่หลายคนกังวลเมื่อปวดหลังเรื้อรังไม่หายสักที ข้อมูลทางการแพทย์ระบุตรงกันว่าอาการปวดหลังจากมะเร็งนั้นพบได้น้อยมาก งานทบทวนวรรณกรรมทางการแพทย์ฉบับหนึ่งที่รวบรวมกรณีศึกษาผู้ป่วยปวดหลังพบว่า สัดส่วนของผู้ป่วยปวดหลังที่ตรวจพบว่าเกี่ยวข้องกับมะเร็งอยู่ที่เพียงประมาณ 0.1-1.6% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดจากมะเร็งมักมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไป จึงควรสังเกต "สัญญาณเตือน" ต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด

สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ทันที (Red Flags):
  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ (มากกว่า 10% ของน้ำหนักตัวในไม่กี่เดือน)
  • ปวดหลังตอนกลางคืนจนตื่น หรือปวดมากขึ้นเมื่อนอนราบ
  • อ่อนเพลียผิดปกติแม้พักผ่อนเพียงพอแล้ว
  • มีก้อนเนื้อหรือตุ่มผิดปกติที่คลำเจอและไม่หายไป
  • อาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะดีขึ้นตามเวลา
  • มีประวัติเป็นมะเร็งมาก่อน หรือระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ร่วมกับอาการชาที่ขาทั้งสองข้าง (ควรไปห้องฉุกเฉินทันที)

*หากคุณมีอาการเข้าข่ายสัญญาณเตือนข้างต้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดก่อน ไม่ควรวินิจฉัยหรือรักษาด้วยตัวเอง การนวดและการดูแลกล้ามเนื้อในบทความนี้เหมาะสำหรับอาการปวดหลังจากกล้ามเนื้อและท่าทางเป็นหลัก

ปวดหลังเรื้อรัง วิธีรักษา: 10 วิธีดูแลตัวเองที่บ้าน

สำหรับอาการปวดหลังที่มาจากกล้ามเนื้อและท่าทาง การปรับพฤติกรรมประจำวันคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด ลองเช็กดูว่าคุณทำข้อไหนอยู่แล้วบ้าง และข้อไหนที่ยังขาดไป

  • 1. ลุกยืดเส้นทุก 45-60 นาทีเมื่อนั่งทำงาน

    การนั่งค้างท่าเดิมนานเกินไปคือปัจจัยกระตุ้นหลักของจุดกดเจ็บในกล้ามเนื้อหลัง ตั้งเตือนให้ลุกเดินหรือยืดตัวสั้นๆ ทุกชั่วโมง จะช่วยลดการหดเกร็งสะสมได้มาก
  • 2. ปรับความสูงเก้าอี้และจอคอมพิวเตอร์ให้ถูกสรีระ

    จัดให้ข้อศอกงอ 90 องศา หลังพิงพนักเต็มแผ่น และจอคอมอยู่ระดับสายตา ช่วยลดภาระที่กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและบ่าต้องแบกรับตลอดวัน
  • 3. ยืดกล้ามเนื้อหลังและสะโพกเบาๆ ก่อนนอน

    ท่ายืดง่ายๆ เช่น ท่าแมว-วัว (Cat-Cow) หรือท่าดึงเข่าเข้าหาอก ช่วยคลายความตึงของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างที่สะสมมาทั้งวันได้ดี
  • 4. ประคบร้อนเพื่อคลายกล้ามเนื้อ ประคบเย็นเมื่อมีการอักเสบเฉียบพลัน

    ความร้อนช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเรื้อรัง ส่วนความเย็นเหมาะกับช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังบาดเจ็บเฉียบพลันเพื่อลดการอักเสบ
  • 5. ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Strengthening)

    กล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังส่วนลึกที่แข็งแรงช่วยพยุงกระดูกสันหลัง ลดภาระของกล้ามเนื้อหลังส่วนบนที่มักถูกใช้งานเกินพิกัดจนอักเสบ
  • 6. เลือกท่านอนที่รองรับแนวกระดูกสันหลัง

    สำหรับคนนอนตะแคง ลองหนุนหมอนไว้ระหว่างเข่าเพื่อรักษาแนวสะโพกให้ตรง ส่วนคนนอนหงายอาจรองใต้เข่าเบาๆ เพื่อลดแรงกดที่หลังส่วนล่าง
  • 7. ยกของด้วยการงอเข่า ไม่ใช่ก้มหลัง

    การก้มหลังยกของหนักเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังเฉียบพลัน ควรย่อเข่าลงและใช้กำลังขาในการยกแทน
  • 8. จัดการความเครียดด้วยการหายใจลึกหรือทำสมาธิสั้นๆ

    เนื่องจากความเครียดทางอารมณ์ส่งผลโดยตรงต่อความตึงตัวของกล้ามเนื้อบ่าและหลัง การผ่อนคลายจิตใจจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลกล้ามเนื้อที่มักถูกมองข้าม
  • 9. ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

    น้ำหนักตัวที่มากเกินไป โดยเฉพาะรอบเอว เพิ่มแรงกดต่อกระดูกสันหลังส่วนล่างและหมอนรองกระดูกโดยตรง
  • 10. นอนหลับให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน

    การนอนหลับไม่เพียงพอเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ และอาจทำให้จุดกดเจ็บที่มีอยู่แล้วแย่ลง

*ถ้าปรับพฤติกรรม 10 ข้อนี้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือปวดแบบเรื้อรังจนรบกวนชีวิตประจำวัน นั่นอาจถึงเวลาที่ต้องอาศัยการนวดบำบัดโดยมืออาชีพเข้าช่วย

เมื่อวิธีธรรมชาติไม่พอ: ทางเลือกนวดบำบัดมืออาชีพที่ Take Care

งานทบทวนวรรณกรรมภายใต้ Cochrane Collaboration ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือที่สุด สรุปว่าการนวดบำบัดสามารถลดความเจ็บปวดในผู้ป่วยปวดหลังเรื้อรังได้ดีกว่าการพักผ่อนเฉยๆ หรือการทำกายภาพบำบัดทั่วไปในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อทำควบคู่กับการออกกำลังกายและปรับพฤติกรรม และผลลัพธ์ที่ดีสามารถอยู่ได้นานถึง 1 ปีหลังจบการรักษา ที่ Take Care Salon of Beauty เรามีทางเลือกการนวดที่ออกแบบมาให้เหมาะกับอาการปวดหลังแต่ละรูปแบบโดยเฉพาะ

1. นวดกีฬาและนวดหลังแบบมืออาชีพ (Sport & Deep Tissue Massage)

เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังจากกล้ามเนื้ออักเสบและจุดกดเจ็บโดยเฉพาะ นักบำบัดของเราใช้เทคนิคกดคลึงลึกลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ (Deep Tissue) เพื่อคลายจุดที่หดเกร็งเป็นก้อนแข็ง ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดในบริเวณที่อักเสบ และลดอาการปวดตึงสะสมจากการนั่งทำงานหรือออกกำลังกายหนัก

เหมาะกับ: คนออฟฟิศที่นั่งนานจนปวดหลังส่วนล่างเป็นประจำ นักกีฬาหรือคนออกกำลังกายที่กล้ามเนื้อล้าและตึงตัวเรื้อรัง

2. นวดฝ่าเท้า บ่า ไหล่ (Foot, Shoulder & Leg Massage)

อาการปวดหลังส่วนบนมักลามมาถึงบ่าและไหล่ เนื่องจากกล้ามเนื้อบ่า (Trapezius) เป็นจุดที่พบจุดกดเจ็บบ่อยที่สุดจุดหนึ่งตามหลักการแพทย์ด้านกล้ามเนื้อและพังผืด บริการนี้เน้นคลายกล้ามเนื้อบ่า ไหล่ และขา ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานเชื่อมโยงกับหลังส่วนบนโดยตรง ช่วยลดอาการปวดร้าวและความล้าสะสมได้อย่างทั่วถึง

3. อบสมุนไพรก่อนนวด (Thai Herbal Steam Therapy)

ความร้อนช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดในกล้ามเนื้อที่ตึงตัวเรื้อรัง และทำให้เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อยืดหยุ่นขึ้นก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการนวด การอบสมุนไพรของ Take Care ใช้ตู้อบไม้พร้อมสมุนไพรไทยดั้งเดิม ช่วยเปิดรูขุมขนและคลายกล้ามเนื้อหลังให้พร้อมรับการนวดคลายจุดกดเจ็บอย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

4. นวดน้ำมันอโรมาบำบัด "Rose Your Day" (Aroma Oil Massage)

สำหรับคนที่ปวดหลังจากความเครียดสะสมโดยเฉพาะ โปรแกรมนี้ผสานการนวดผ่อนคลายด้วยน้ำมันหอมระเหยเข้ากับการสครับผิว ช่วยลดความตึงเครียดทางอารมณ์ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหลังและบ่าหดเกร็ง พร้อมบำรุงผิวให้เนียนนุ่มไปพร้อมกัน

คลิปรีวิว TikTok:
@takecare_beauty ผ่อนคลายจากการตึงเครียดด้วยโปรแกรม Rose your day aroma oil ได้พักร่างกายและคลายตึงในเวลาเดียวกันที่ Take care salon of beauty . #นวดผ่อนคลาย #นวดอโรม่า #takecarebeauty ♬ เสียงต้นฉบับ - Take Care Salon Of Beauty

5. นวดศีรษะสไตล์อินเดีย (Indian Head Massage) สำหรับอาการปวดหลังบนลามคอ-บ่า

สำหรับคนที่ปวดหลังส่วนบนจนลามมาเป็นอาการปวดต้นคอและปวดศีรษะ (Tension Headache) การนวดศีรษะสไตล์อินเดียเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์ เพราะเน้นคลายกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ และหนังศีรษะไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่เชื่อมโยงกับจุดกดเจ็บบริเวณหลังส่วนบนโดยตรง

คลิปรีวิว TikTok:
@takecare_beauty นวดศีรษะสไตล์อินเดียที่ Take care salon of beauty ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ ปล่อยทิ้งความเครียดและความกังวลไว้ที่ห้องนี้ได้เลยค่ะ . #นวดศีรษะ #นวดสไตล์อินเดีย #indianheadmassage #takecarebeauty ♬ เสียงต้นฉบับ - Take Care Salon Of Beauty

ราคานวดสุขุมวิทและตารางราคาโปรแกรมนวดคลายปวดหลังทั้งหมด

สรุปสั้นๆ: ราคานวดที่ Take Care Salon of Beauty เริ่มต้น 400 บาท (นวดเท้า/นวดไหล่ 30 นาที) ไปจนถึง 3,400 บาท (นวดกีฬา Sport Massage 120 นาที) ครอบคลุมทุกสาขาย่านสุขุมวิท ทั้งสุขุมวิท 19 สุขุมวิท 35 และทองหล่อ เหมาะกับผู้ที่กำลังหาที่นวดแก้ปวดหลังย่านสุขุมวิทโดยเฉพาะ ด้านล่างนี้คือตารางราคาเต็มของทุกโปรแกรม เพื่อให้เปรียบเทียบและเลือกโปรแกรมที่ตรงกับอาการปวดหลังของคุณได้ง่ายที่สุด

นวดสุขุมวิท 8 สาขา นวดกีฬา / Deep Tissue อโรมาออยล์ อบสมุนไพร พาราฟิน
1 นวดน้ำมันอโรมาบำบัด "Rose Your Day" (Aroma Oil Massage)

เหมาะกับอาการปวดหลังจากความเครียดสะสมและกล้ามเนื้อบ่าตึง

โปรแกรมระยะเวลาราคา
Rose Your Day Aroma Oil Massage60 นาที1,600 บาท
Rose Your Day Aroma Oil Massage120 นาที3,200 บาท
2 ทรีทเมนต์บำรุงผิว & อบสมุนไพร (Scrub & Herbal Steam)

ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนนวด

โปรแกรมระยะเวลาราคา
Rose Your Day Honey Almond Scrub60 นาที1,800 บาท
Spa Body Scrub60 นาที1,800 บาท
Herbal Steam (อบสมุนไพร)30 นาที700 บาท
3 แพ็กเกจทรีทเมนต์สุดคุ้ม (Body Treatment Package)

รวมโปรแกรมหลายขั้นตอนไว้ในแพ็กเกจเดียว คุ้มกว่าจองแยก

โปรแกรมระยะเวลาราคา
Herbal Steam & Body Scrub90 นาที2,200 บาท
ทริกประหยัด: แพ็กเกจ Rose Your Day Body Scrub & Oil Massage 120 นาที รวมทั้งสครับผิวและนวดอโรมาในราคาเดียวกับนวดอโรมาเดี่ยว 120 นาที คุ้มกว่าการจองแยก 2 บริการ
4 นวดเพื่อสุขภาพ คลายปวดหลัง-บ่า-ไหล่ (Spa Massage)

กลุ่มโปรแกรมหลักสำหรับอาการปวดหลังเรื้อรังจากกล้ามเนื้ออักเสบตามที่กล่าวถึงในบทความนี้

โปรแกรมระยะเวลาราคา
Indian Head Massage (นวดศีรษะสไตล์อินเดีย)30 นาที650 บาท
Indian Head Massage (นวดศีรษะสไตล์อินเดีย)60 นาที1,200 บาท
Sport Massage (นวดกีฬา)60 นาที1,800 บาท
Sport Massage (นวดกีฬา)120 นาที3,400 บาท
Shoulder Massage (นวดไหล่)30 นาที400 บาท
Shoulder Massage (นวดไหล่)60 นาที700 บาท
Foot Massage (นวดฝ่าเท้า)30 นาที400 บาท
Foot Massage (นวดฝ่าเท้า)60 นาที700 บาท
5 ทรีทเมนต์พาราฟิน (Paraffin Treatment)

บำรุงผิวมือและเท้า เหมาะเป็นโปรแกรมเสริมหลังนวด

โปรแกรมระยะเวลาราคา
Paraffin Hand & Feet (พาราฟินมือและเท้า)-1,200 บาท
Paraffin Hand (พาราฟินมือ)-600 บาท
Paraffin Feet (พาราฟินเท้า)-700 บาท

*ราคาข้างต้นเป็นราคามาตรฐานที่ใช้ในทุกสาขา อาจมีการปรับปรุงหรือมีโปรโมชันเพิ่มเติมเป็นครั้งคราว กรุณาตรวจสอบราคาล่าสุดหรือสอบถามโปรโมชันประจำเดือนผ่านช่องทาง LINE หรือโทรศัพท์ก่อนเข้ารับบริการ

อยากให้นักบำบัดช่วยแนะนำโปรแกรมที่เหมาะกับอาการปวดหลังของคุณโดยเฉพาะ? ทักมาปรึกษาและจองคิวได้เลยที่สาขาใกล้คุณย่านสุขุมวิท

Add LINE จองคิวนวดสุขุมวิท

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดหลังเรื้อรัง

รวมคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดก่อนตัดสินใจเข้ารับการนวดบำบัด

ปวดหลังเรื้อรัง ไม่หายสักที ควรทำอย่างไรก่อน?
อันดับแรกให้สังเกตว่ามี "สัญญาณเตือน" อย่างน้ำหนักลดผิดปกติ ปวดตอนกลางคืน หรือชาลงขาหรือไม่ หากมีควรพบแพทย์ก่อน แต่ถ้าเป็นอาการปวดตึงจากกล้ามเนื้อและท่าทางล้วนๆ การปรับพฤติกรรมร่วมกับการนวดคลายกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่องมักช่วยให้อาการดีขึ้นได้ภายในไม่กี่สัปดาห์
ปวดหลังบ่อยๆ เป็นโรคอะไรได้บ้าง นอกจากกล้ามเนื้ออักเสบ?
นอกจากกล้ามเนื้ออักเสบและจุดกดเจ็บซึ่งพบบ่อยที่สุด อาการปวดหลังเรื้อรังยังอาจมาจากหมอนรองกระดูกเสื่อม โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ หรือภาวะข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมได้เช่นกัน การวินิจฉัยแยกโรคที่แม่นยำควรทำโดยแพทย์เฉพาะทาง โดยเฉพาะหากมีอาการปวดร้าวลงขาร่วมด้วย
นวดช่วยแก้ปวดหลังเรื้อรังได้จริงหรือไม่ มีงานวิจัยรองรับไหม?
งานทบทวนวรรณกรรมของ Cochrane Collaboration ซึ่งเป็นการรวบรวมผลการศึกษาแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมหลายฉบับ พบว่าการนวดบำบัดช่วยลดอาการปวดในผู้ป่วยปวดหลังเรื้อรังได้ดีกว่าการไม่รักษาหรือการรักษาบางรูปแบบ โดยเฉพาะเมื่อทำร่วมกับการออกกำลังกายและการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม การนวดควรใช้ควบคู่กับการดูแลสาเหตุอื่นๆ ไม่ใช่ทดแทนการรักษาทางการแพทย์ในกรณีที่มีสัญญาณเตือน
ปวดหลังแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์แทนการนวด?
หากมีอาการปวดร้าวลงขาร่วมกับชาหรืออ่อนแรง ปวดตอนกลางคืนจนตื่น น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีไข้ร่วมด้วย หรือกลั้นปัสสาวะ-อุจจาระไม่ได้ ควรพบแพทย์ทันทีแทนการนวด เพราะอาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงภาวะที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาเฉพาะทาง
ควรนวดคลายกล้ามเนื้อหลังบ่อยแค่ไหนถึงจะเห็นผล?
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังจากกล้ามเนื้อ แนะนำให้เข้ารับบริการนวด 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วงแรกเพื่อคลายจุดกดเจ็บสะสม จากนั้นเมื่ออาการดีขึ้นสามารถลดความถี่เหลือเดือนละ 1-2 ครั้งเพื่อดูแลรักษาต่อเนื่อง ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมประจำวันที่บ้าน
นวดคลายปวดหลังย่านสุขุมวิทราคาเท่าไหร่?
ที่ Take Care Salon of Beauty ราคานวดเริ่มต้นที่ 400 บาทสำหรับนวดไหล่หรือนวดฝ่าเท้า 30 นาที ส่วนโปรแกรมที่แนะนำสำหรับอาการปวดหลังเรื้อรังโดยเฉพาะอย่าง Sport Massage เริ่มต้น 1,800 บาท (60 นาที) ไปจนถึง 3,400 บาท (120 นาที) มีสาขาให้บริการย่านสุขุมวิทหลายจุด ทั้งสุขุมวิท 19 สุขุมวิท 35 และทองหล่อ ดูตารางราคาเต็มได้ในหัวข้อ "ราคานวดสุขุมวิท" ด้านบน
อาการปวดหลังจากกล้ามเนื้ออักเสบ ควรเลือกนวดโปรแกรมไหน?
หากปวดหลังจากกล้ามเนื้ออักเสบและมีจุดกดเจ็บชัดเจน แนะนำ Sport & Deep Tissue Massage ซึ่งเน้นกดคลึงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ หากปวดร้าวลามไปถึงบ่าและต้นคอ แนะนำเสริมด้วย Indian Head Massage หรือ Shoulder Massage และหากต้นเหตุมาจากความเครียดสะสม โปรแกรม Rose Your Day Aroma Oil Massage จะช่วยผ่อนคลายทั้งกล้ามเนื้อและจิตใจไปพร้อมกัน

ดูแลอาการปวดหลังเรื้อรังอย่างตรงจุดที่ Take Care Salon of Beauty

ทุกคนมีสาเหตุของอาการปวดหลังที่แตกต่างกัน การวินิจฉัยเบื้องต้นก่อนเลือกวิธีนวดจึงเป็นกุญแจของผลลัพธ์ที่ดี นักบำบัดของเราพร้อมประเมินอาการและแนะนำโปรแกรมที่เหมาะกับคุณที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนวดกีฬาคลายจุดกดเจ็บ นวดฝ่าเท้าบ่าไหล่ อบสมุนไพร นวดอโรมาบำบัด หรือนวดศีรษะสไตล์อินเดีย ดูรายละเอียดบริการนวดทั้งหมดได้ที่ takecarebeauty.com/massage และ นวดสปาสุขุมวิท

อย่าปล่อยให้อาการปวดหลังเรื้อรังรบกวนชีวิตประจำวันของคุณอีกต่อไป
จองคิวนวดคลายกล้ามเนื้อกับผู้เชี่ยวชาญที่ Take Care Salon of Beauty วันนี้

Add LINE เพื่อจองคิว: Take Care Salon of Beauty

หรือโทรจองคิวหลัก: 02-026-6431

8 สาขาในกรุงเทพฯ ให้เลือกใช้บริการ

สาขาเบอร์โทรแผนที่
EmQuartier02-475-1500ดูแผนที่
Siam Paragon02-610-7771ดูแผนที่
สุขุมวิท 3502-258-7543ดูแผนที่
สุขุมวิท 1902-255-8862ดูแผนที่
Silom Complex02-231-3391ดูแผนที่
Fashion Island02-947-5591ดูแผนที่
Market Place Thonglor02-712-6751ดูแผนที่
One Man Club สุขุมวิท 35 (สำหรับผู้ชาย)02-034-3267ดูแผนที่
รายการอ้างอิง (References)

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีอาการปวดหลังร่วมกับสัญญาณเตือนตามที่ระบุในบทความ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการนวดหรือการรักษาใดๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

32nd Anniversary
BOOK YOUR VISIT

Experience Take Care

Since 1994, Take Care Salon of Beauty has been a trusted destination for refined beauty services in Bangkok. "Begin your beauty experience with us."

Top